Archives

ข้อมูล โรคช้ำรั่ว

สาว ๆ ระวังให้ดี…ปวด (ฉี่) ต้องรีบปล่อยก่อนโรคช้ำรั่วถามหา

   ปัสสาวะไม่สุด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ จนเกิดอาการปัสสาวะเล็ดราด เรื่องน่าอายที่สาว ๆ อาจไม่กล้าบอกใคร แต่นอกจากจะแก้ไขได้แล้ว ยังป้องกันได้ด้วย

          ถึงไฮดี้ คลุม จะดูสวยเฉิดฉายแค่ไหนในตอนตั้งท้อง แต่คนที่กำลังตั้งท้องก็เสี่ยงต่อการเกิดอาการปัสสาวะเล็ดได้ เช่นเดียวกับ อิสลา ฟิซเซอร์ ที่กำลังตั้งครรภ์ที่สองหลังแต่งงานกับ ซาซ่า บารอน โคเฮน ได้ไม่นาน ถึงแม้เหล่าดาราสาว ๆ จะไม่มีใครออกมาบอกว่าพวกเธอต้องพบกับอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary Incontinence, UI) หรือที่เรียกว่าอาการช้ำรั่วกันมั่งหรือเปล่า แต่สำหรับเหล่าดาราสาวที่กำลังตั้งครรภ์นั้น ก็ถือเป็นกลุ่มหนึ่งที่เสี่ยงกับการเกิดอาการนี้ อย่างไรก็ตาม การเข้าใจว่าอาการช้ำรั่วเกิดได้แต่เพียงกับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หรือในผู้หญิงสูงวัย ถือเป็นความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งในหมู่ผู้หญิง (ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายถึงสามเท่า) และอาจทำให้เกิดความอายที่จะไปปรึกษาแพทย์ เมื่อเกิดอาการดังกล่าวขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้ว อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่นั้นเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกวัย

แต่ความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือ อาการนี้ สามารถเยียวยาและป้องกันได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากพบกับปัญหาน่าอาย ที่รบกวนการใช้ชีวิตของคุณเช่นนี้ ก็ต้องอ่านเรื่องต่อไปนี้

ปัสสาวะแบบปกติเป็นยังไง

เมื่อดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารผ่านการกรองของไต ของเสียจะถูกเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งกล้ามเนื้อส่วนนี้จะยืดได้ หากน้ำปัสสาวะมีประมาณ 200 ซี.ซี. จะรู้สึกปวดปัสสาวะเล็กน้อย ถ้าทำเป็นลืม ความรู้สึกปวดปัสสาวะจะค่อยๆ หายไป แต่เมื่อมีน้ำปัสสาวะขังประมาณ 300-400 ซี.ซี. กระเพาะปัสสาวะค่อนข้างเต็มที่จะทำให้รู้สึกปวดมาก อยากไปห้องน้ำ ปริมาณมากขนาดนี้จะกลั้นแทบไม่อยู่จนอาจปัสสาวะราดได้

ในผู้ใหญ่ที่แข็งแรง จำนวนครั้งของการปัสสาวะตามปกติตอนกลางวันประมาณ 4-6 ครั้ง ปัสสาวะกลางคืนหลังนอนหลับ 0-1 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณปัสสาวะ จำนวนครั้งของการปัสสาวะอาจแปรเปลี่ยนไปได้ตามจำนวนน้ำที่ดื่ม อุณหภูมิของอากาศภายนอก ปริมาณเหงื่อที่ออก และวัย

กลั่นปัสสาวะไม่อยู่มีหลายแบบ

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่หมายถึงการที่มีปัสสาวะรั่วไหล โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งมาพอที่จะทำให้เป็นปัญหาในการเข้าสังคม หรือเป็นปัญหาทางสุขภาพและอนามัยสามารถแยกออกเป็นชนิดต่าง ๆ ได้ดังนี้คือ

 ปัสสาวะเล็ดขณะไอหรือจาม หมายถึงอาการปัสสาวะเล็ดออกมาในขณะที่มีการเพิ่มแรงเบ่งกดเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ หรือแรงเบ่งในช่องท้องด้วยการไอหรือจาม

 ปัสสาวะเล็ดเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ เกิดเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น เดิน วิ่ง ก้าวขึ้นบันได ยกของหนัก เป็นต้น ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่รบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน

 ปัสสาวะราด หมายถึงภาวะที่มีความรู้สึกปวดปัสสาวะมาก ปวดกลั้น และปัสสาวะราดออกมาก่อน

 ปัสสาวะรดที่นอน เป็นอาการที่มักจะพบในเด็ก แต่ในผู้ใหญ่ก็พบได้บ้าง รวมทั้งผู้สูงอายุ จากอัตราที่ตรวจพบในหญิงไทยทุกกลุ่มอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป พบว่ามีอาการในระดับเล็กน้อยหรือพบได้นาน ๆ ครั้ง

 ปัสสาวะปวดกลั้น หมายถึงความรู้สึกปวดปัสสาวะอย่างมาก ทำให้ต้องรีบที่จะเข้าห้องน้ำทุกครั้ง เพราะมีความรู้สึกว่าปัสสาวะกำลังจะราดออกมา แต่ก็ยังสามารถยับยั้งไว้ได้

 ปัสสาวะซึมออกโดยไม่รู้สึกตัว เป็นภาวะที่ปัสสาวะไหลซึมออกมาเอง โดยไม่มีความรู้สึกอยากปัสสาวะ
หลากหลายสาเหตุของโรคช้ำรั่ว

สาเหตุสำคัญคือความผิดปกติที่เกิดขึ้นทั้งในส่วนของการทำงาน และอวัยวะที่มีส่วนในการควบคุมการปัสสาวะ เช่น สมองและระบบประสาทที่ควบคุมการกลั้นและขับปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะท่อปัสสาวะ ระบบหูรูด กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกราน โดยมีสาเหตุต่าง ๆ กันในแต่ละกลุ่มอายุดังนี้

 วัยเด็ก เกิดจากระบบควบคุมการปัสสาวะยังไม่เข้าที่และพฤติกรรม รวมทั้งอุปนิสัยบางอย่าง มักออกมาในรูปแบบของการปัสสาวะรดที่นอนตอนกลางคืน

 วัยสาว มักเกิดจากอุปนิสัยที่ไม่เหมาะสม เช่น ดื่มน้ำน้อย กลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ หรือเป็นเวลานาน ทำให้กระเพาะปัสสาวเกิดการบีบตัวผิดปกติ จนกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

 วัยกลางคน คนที่เคยตั้งครรภ์หรือเคยผ่าตัดมดลูกมาก่อน อาจมีการเสื่อมของหูรูดและการหย่อนยานของผนังช่องคลอด รวมทั้งบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะ ทำให้บริเวณคอกระเพาะปัสสาวะปิดไม่สนิท จึงเกิดอาการปัสสาวะรั่วออกมา ในวัยสูงอายุและประจำเดือนหมดแล้ว ฮอร์โมนเพศหญิงจะลดลง ทำให้เยื่อบุในท่อปัสสาวะขาดความยืดหยุ่น ระบบการปิดกั้นของท่อปัสสาวะลดลง ทำให้ปัสสาวะรั่วซึมได้เช่นกัน

รักษาได้ยังไงบ้าง

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคว่า เกิดความบกพร่องที่อวัยวะในการควบคุมการปัสสาวะส่วนใด โดยทั่วไปมีอยู่ 3 วิธีคือ พฤติกรรมบำบัด การรักษาทางยา และการผ่าตัด ผู้ที่มีอาการไม่มากควรเริ่มจากการทำพฤติกรรมบำบัด นั่นคือ การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยการขมิบหูรูด ลักษณะเหมือนตอนที่กลั้นปัสสาวะ ทำอย่างน้อยวันละ 100 ครั้ง แล้วเพิ่มจำนวนครั้งขึ้นเรื่อย ๆ แต่ต้องใช้เวลานับเดือนกว่าจะเห็นผล และควรทำอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการเกิดซ้ำ

บางครั้งก็อาจใช้ยาเข้าช่วย เช่น ยาช่วยในการบีบตัวของกล้ามเนื้อบริเวณท่อปัสสาวะ ยาลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น หรือใช้อุปกรณ์ในการลดการรั่วซึมของปัสสาวะ เช่น อุปกรณ์สอดช่องคลอด เพื่อยกและกดบริเวณทางออกหรือคอของกระเพาะปัสสาวะไว้ หรืออุปกรณ์สอดใส่ท่อปัสสาวะ หรือการใช้ผ้าอนามัย เพื่อซับน้ำปัสสาวะที่รั่วซึมไว้ แต่ถ้ามีอาการมาก จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น ในกรณี ที่มีการหย่อนของคอกระเพาะปัสสาวะ จะทำการผ่าตัดเพื่อพยุงบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะส่วนต้นไว้

ป้องกันได้ด้วย 4 วิธีง่าย ๆ

ถ้าไม่อยากถูกรบกวนจากภาวะเช่นนี้ นี่คือ 4 วิธีการที่ควรฝึกให้เป็นนิสัย เพื่อป้องกันไว้ก่อน

 1. ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว

 2. ไม่ควรกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ หรือนานเกินไป เพื่อป้องกันภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดปกติ

 3. หลีกเลี่ยงภาวะที่ต้องใช้แรงเบ่งภายในช่องท้องมาก ๆ และอาการท้องผูก

 4. ออกกำลังกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยการขมิบหูรูดเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความกระชับและยังช่วยให้ระบบการขับถ่ายดียิ่งขึ้นด้วย

สีปัสสาวะ…ก็บอกสุขภาพได้นะ

 ปัสสาวะสีอมแดง อาจเกิดจากการรับประทานอาหารอะไรที่เป็นสีทำนองนี้ แต่ถ้าแน่ใจว่าไม่ได้กินอะไรใกล้เคียงกับสีแดงเลย สีแดงนั้น ก็อาจเป็นเลือดที่ขับออกมาจากไต หรือกระเพาะปัสสาวะอาจอักเสบ หรือไม่ก็อาจจะมีอะไรในร่างกายที่ฉีกขาดเป็นแน่ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน

 ปัสสาวะสีน้ำตาล อาจเกิดจากการรับประทานถั่วในปริมาณที่มาก หรืออาจจะเป็นลิ่มเลือดที่ปนออกมาก็ได้ ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์

 ปัสสาวะสีเหลือง ถ้าปัสสาวะเป็สีเหลืองอ่อน เป็นไปได้ว่าวันนั้นร่างกาย จะได้รับวิตามินบี 2 มากเกินไปความต้องการจนต้องขับออกมา แต่ถ้าเป็นสีเหลืองเข้มก็หมายความว่าคุณดื่มน้ำน้อยเกินไปแล้ว แต่ถ้ามั่นใจว่าดื่มน้ำเยอะแล้ว แต่ปัสสาวะยังเป็นสีเหลืองเข้มอยู่ ก็คงต้องรีบปรึกษาแพทย์

 ปัสสาวะมีสีขุ่น ให้ลองดื่มน้ำส้มดูว่าหายหรือไม่ ถ้าไม่หายอาจเนื่องมาจากากรติดเชื้อบางอย่างก็ได้ อาการอย่างนี้ควรปรึกษาแพทย์

 ปัสสาวะสีส้ม อาจเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาโพริเดียม ที่ใช้นการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

 ปัสสาวะสีน้ำเงิน หากคุณกินยาแก้อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งในยามีส่วนผสมของสารเมธีลีน และขับออกมาทางปัสสาวะ ปัสสาวะก็อาจมีสีออกฟ้า ๆ ได้

 

ข้อมูล อาการปวดกระดูกจากรูมาตอยด์

อาการปวดกระดูกจากรูมาตอยด์

อาการปวดกระดูกจากรูมาตอยด์ (คู่หูเดินทาง)

รูมาตอยด์นั้นเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่คาดว่าเกิดจากการติดเชื้อและพันธุกรรม พบมากในเพศหญิงวัยกลางคน อาการคือ อ่อนเพลีย ปวดตามข้อ ฝืดขัดข้อเป็นเวลานานในตอนเช้า เมื่อเป็นมากอาจลุกลามไปถึงนัยน์ตา ระบบประสาทและกล้ามเนื้อได้ วิธีรักษาแพทย์จะให้ยาต้านการอักเสบที่ปลอดสารสเตียรอยด์ ในบางกรณีอาจต้องผ่าตัด ฉีดยา และทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย นอกจากนี้การเลือกรับประทานอาหารยังมีส่วนสำคัญในการบำบัดรักษาโรคนี้ ขอแนะนำสารอาหารสำคัญ ๆ ที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดไขข้อมาบอกกัน

  กรดโอเมก้า-3

มีผลต้านการอักเสบในร่างกาย โอเมก้า-3 ที่ได้จากอาหารทะเลมีกรดอีพีเอ (EPA = eicsapentaanoic) และดีเอชเอ ซึ่งลดการอักเสบของไขข้อ ผลวิจัยพบว่าการเพิ่มกรดโอเมก้า-3 ในอาหาร มีผลโดยตรงในการลด ซี รีแอคทีฟโปรตีน ซึ่งกระตุ้นการอักเสบ หาสารนี้ได้จากปลาทะเล (แซลมอน ทูน่า เทร้าส์ แมคเคอเรล) วอลนัท เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง แฟลกซ์สีด น้ำมันจากเมล็ดแฟลกซ์สีด และน้ำมันคาโนลา น้ำมันปลา

  สารฟลาโวนอยด์

ช่วยต้านเชื้อไวรัส ต้านการอักเสบ และลดการเกิดโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ไขข้อ เป็นต้น สารฟราโวนอยด์พบในชาเขียว กระเทียม แอ๊ปเปิ้ล เบอร์รี่ ผลไม้ตระกูลส้ม และหอมหัวใหญ่

  กรดโฟลิกหรือโฟเลต

หรือวิตามินบี 9 พบมากในตับ และผักสีเขียว เช่น ผักโขม ผักคะน้า ส่วนผลไม้ พบมากในส้มและแคนตาลูป มีส่วนช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง

  ซีลีเนียม

ช่วยลดอนุมูลอิสระที่จะทำลายเนื้อเยื่อที่แข็งแรง และช่วยเสริมการทำงานของเอนไซม์ชนิดกลูตาไธโอนเพอร็อกซิเดสที่ต่อสู้กับการอักเสบ

  วิตามินซี

มีประโยชน์ต่อเนื้อเยื่อภายในข้อและมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ พบได้ในผลไม้ประเภทส้ม พริกไทย สตรอว์เบอร์รี่

  วิตามินดีและแคลเซียม

ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีและแคลเซียมให้เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องกินยาประเภทคอร์ติสเตียรอยด์ ซึ่งทำให้เนื้อกระดูกและระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ มีผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น อาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ น้ำมันตับปลา เนย ครีม ไข่แดง ตับ และอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ ผักใบเขียวจัด เช่น บรอคโคลี ปลาซาร์ดีน นมและผลิตภัณฑ์นม เต้าหู้

ข้อมูล โรคเกาต์ โรคปวดข้อที่ป้องกันได้

โรคเกาต์
โรคเกาต์

เกาต์ …โรคปวดข้อที่ป้องกันได้ (ดาราเดลี่)

เมื่อประมาณ 2,500 ปี ก่อน ฮิปโปเครตีส บิดาแห่งวงการแพทย์สากล ได้พูดถึงโรคๆ หนึ่ง ที่มีอาการปวดตามข้อ โดยเฉพาะหัวแม่เท้า ว่า โรคเกาต์ ซึ่งโรคนี้ตั้งชื่อตามภาษาลาติน “Gutta” หมายถึง การอักเสบบริเวณข้อ

เริ่มต้นรู้จัก อะไรคือ โรคเกาต์

หากเราจะกล่าวถึง โรคเกาต์ อย่างน้อยที่สุดเราจำเป็นต้องรู้ว่า โรคเกาต์ เป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มโรคไขข้ออักเสบ (Arthritis) ซี่งมีโรคอื่นๆ ในกลุ่มคือ ข้อเสื่อม รูมาทอยด์ ข้อต่อกระดูกสันหลังอักเสบ เป็นต้น

ส่วนอาการของ โรคเกาต์ มักจะเป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นฉับพลัน ถ้าปวดครั้งแรกมักจะเป็นข้อเดียว แต่ถ้าปล่อยไว้นานเกินไป จากข้อเดียวจะลามเป็น 2 และ 3 ข้อ ต่อไป โดยในช่วงแรกๆ มักจะเกิดที่นิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า คนที่เป็นข้อมักจะบวม และเจ็บมากจนเดินไม่ไหว ผิวหนังบริเวณนั้นจะตึง ร้อนและแดง

โดยระยะแรก อาการ โรคเกาต์ จะเป็นอยู่ไม่กี่วันแล้วหายไปเอง และกำเริบที่ข้อเดิมทุก 1-2 ปี แต่ต่อมาจะเป็นถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นเดือนละหลายครั้ง อาการปวดมักเริ่มตอนกลางคืน หรือหลังดื่มแอลกอฮอล์ คนที่เป็นมากอาจมีผลต่อสุขภาพจิตด้วย

ในรายที่เป็น โรคเกาต์ เรื้อรังอาจมีตุ่ม ก้อน ขึ้นตามเนื้อตามตัว เราเรียกตุ่มนั้นว่า ตุ่มโทไฟ (Tophi) บางครั้งตุ่มก้อนนั้นอาจแตก แล้วมีสารเหมือนแป้งเปียกไหลออกมา กลายเป็นแผลเรื้อรัง หายช้า แล้วในที่สุดข้อต่างๆ จะค่อยๆ พิการจนใช้งานไม่ได้

โดยอัตราความเสี่ยงที่จะเป็น โรคเกาต์ พบว่าผู้ชายมีโอกาสเป็น โรคเกาต์ ได้มากกว่าผู้หญิง ประมาณร้อยละ 90 และมักเป็นเมื่ออายุสูงกว่า 40 ขึ้นไป สำหรับผู้หญิงมักจะเป็น โรคเกาต์ ช่วงหลังหมดประจำเดือนแล้ว

ส่วนอาการแทรกซ้อนที่มักจะเกิดร่วมด้วยกับ โรคเกาต์ หากไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วย โรคเกาต์มักจะมีอาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด นิ่วในทางเดินปัสสาวะ และภาวะไตวาย

เรียนรู้สาเหตุ โรคเกาต์ กันเถอะ

โรคเกาต์ เป็นโรคที่เกิดจากการตกตะกอนของ กรดยูริก ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่ง ที่ได้จากการย่อยสลายของสาร เพียวริน (Purine) ที่มีมากในเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ปลาหมึก หอย ปู หรือปลาตัวเล็กที่กินทั้งกระดูก เช่น ปลาไส้ตัน ปลาซาดีนกระป๋อง นอกจากนี้ยังมีอยู่ในผักยอดอ่อนบางประเภทด้วย เช่น เห็ด กระถิน ชะอม ใบขี้เหล็ก สะตอ เป็นต้น

โดยปกติแล้ว คนที่เป็น โรคเกาต์  มักจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของกรรมพันธุ์ จากการสำรวจผู้ป่วย โรคเกาต์ พบว่า มักมีคนในครอบครัวเป็น โรคเกาต์ ร่วมอยู่ด้วย ดังนั้น หากใครรู้ว่าคนในครอบครัวมีประวัติการเป็น โรคเกาต์  ก็ควรระวังในเรื่องการกินอาหารเป็นพิเศษ เพราะในคนปกติทั่วไป หากกินเนื้อสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ และผักยอดอ่อนประเภทที่กล่าวมาแล้วในปริมาณมาก ร่างกายจะมีการสร้างกรดยูริกมากขึ้น แต่ก็สามารถขับกรดยูริกส่วนเกินออกทางไตได้

ส่วนคนที่เป็น โรคเกาต์ หากกินอาหารที่มีสารเพียวรินมาก ร่างกายจะสร้างกรดยูริกขึ้นมา แต่ไม่สามารถขับออกได้หมด จึงมีการสะสมกรดยูริกส่วนเกินไว้ในร่างกาย แล้วตกตะกอนอยู่ตามข้อ ตามผนังหลอดเลือด ในไต อวัยวะต่างๆ และทำให้เป็น โรคเกาต์  ขึ้นได้

นอกเหนือจากการกินอาหารที่มีเพียวรินเยอะแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิด โรคเกาต์ด้วย เช่น อาการบาดเจ็บจากการกระแทกบ่อยๆ การบริโภคแอลกอฮอล์ อากาศเย็น และผลข้างเคียงจากยา เช่น แอสไพริน ยารักษาวัณโรค ยาขับปัสสาวะ

อาหารสำหรับผู้ป่วย โรคเกาต์

เนื่องจาก โรคเกาต์ เป็นโรคที่มีลักษณะเรื้อรัง รักษาให้หายได้ยาก ดังนั้น ผู้ที่เป็น โรคเกาต์จำเป็นต้องดูแลสุขภาพของตนเอง ผู้ที่เป็น โรคเกาต์ นั้น ควรลดอาหารที่ก่อให้เกิดกรดยูริกมาก ดังนั้น อาหารสำหรับผู้ป่วย โรคเกาต์ ควรมีคุณค่าทางโภชนาการเพียงพอ ประกอบด้วยอาหารหลัก 5 หมู่ เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน เราจึงเสนออาหารในแนวชีวจิตมาให้ท่านได้ลองปฏิบัติกัน

 คาร์โบไฮเดรต หรือแป้ง ต้องเป็นคาร์โบไฮเดรตบริสุทธิ์ ยังไม่ได้ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ข้าวแดง ข้าวซ้อมมือ ถ้าเป็นขนมปังขอให้เป็นขนมปังโฮลวีท โดยปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ต้องรับประทาน คือ 50 เปอร์เซ็นต์ของแต่ละมื้อ

 ผัก มีทั้งผักสด และผักสุก คนที่เป็น โรคเกาต์ สามารถเลือกผัก ที่ไม่ก่อให้เกิดกรดยูริกตกค้างในกระแสเลือดมากเกินไปได้ โดยปริมาณผักที่เราจะรับประทานคือ 25 เปอร์เซ็นต์ของแต่ละมื้อ

 โปรตีน แม้คนที่เป็น โรคเกาต์ จะไม่สามารถรับประทานอาหารประเภทโปรตีนได้มาก แต่ก็มีโปรตีนบางประเภทที่สามารถกินได้ เช่น เนื้อปลา โดยปริมาณที่รับประทานคือ 15 เปอร์เซ็นต์ของแต่ละมื้อ อย่างไรก็ตามเรากินสักอาทิตย์ละครั้ง 2 ครั้ง ก็ดีเหมือนกัน เพื่อให้ร่างกายปรับอยู่ในระดับสมดุลได้ดี ถึงอย่างนั้นผู้ป่วย โรคเกาต์ ควรหลีกเลี่ยงโปรตีนจากถั่วต่างๆ เช่น ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว เป็นต้น เพราะถั่วเหล่านี้มีสารเพียวรีนสูง

 ในหมวดเบ็ดเตล็ด ก็ให้เน้นในเรื่องผลไม้ต่างๆ เช่น มะละกอ ฝรั่ง พุทรา ผลไม้แห้ง และสาหร่ายทะเล โดยปริมาณรวมกันแล้ว 10 เปอร์เซ็นต์ของแต่ละมื้อ

ทั้งนี้ คนที่เป็น โรคเกาต์ แม้จะมีอาการปวดตามข้อต่างๆ เราก็ควรจะออกกำลังกายเสริมด้วย ด้วยการออกกำลังกายง่ายๆ ที่ไม่กระทบข้อที่ปวดมากนัก แต่หากท่านใดมีอาการดีขึ้นแล้ว การรำตะบอง ซึ่งเป็นรูปแบบการออกกำลังกายในแนวชีวจิต ก็น่าสนใจทีเดียว เพราะเป็นการบริหารกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมประสาท ซึ่งเมื่อประกอบกับการรับประทานอาหารที่ถูกต้องแล้ว จะช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดี

อย่างไรก็ตาม โรคเกาต์ สามารถเกิดขึ้นได้ไม่เฉพาะผู้สูงอายุ แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน ดังนั้นระวังสักนิดก่อนจะบริโภคอะไร